วาไรตี้

จริงหรือไม่ ? การดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร เสี่ยง ‘มะเร็ง’ – ‘ไขมันอุดตัน’ ได้

โดยส่วนตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการดื่มน้ำเย็นหลังกินอาหารนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบหลายๆ อย่างต่อร่างกาย อย่างที่มีการเล่าต่อๆ กันมาว่าอาจทำให้อาหารย่อยยากบ้าง อาหารไม่ย่อยบ้าง เสี่ยงที่จะเป็นไขมันอุดตันในเส้นเลือดบ้าง ที่แย่ที่สุด คือ อาจทำให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งถ้าเป็นในบ้านเราก็อาจเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ค่อนข้างยาก ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัด ไหนอาหารบางชนิดก็ยังมีรสเผ็ดจัดจ้านอีก การดื่มน้ำจึงเป็นตัวช่วยดับความเผ็ดร้อน อีกทั้งยังทำให้เกิดความสดชื่นได้ แล้วการน้ำเย็นหลังการกินอาหารแบบนี้จะมีผลกระทบจริงๆ รึเปล่า วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน ความเชื่อที่ว่า ‘น้ำเย็น’ ทำลายสุขภาพ ไม่ใช่แค่การดื่มน้ำที่เย็นจัดเท่านั้น แต่การกินของเย็น อย่าง น้ำแข็งใส ไอศกรีม หรือแม้แต่น้ำแข็งธรรมดาก็อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Brain Freeze ซึ่งเป็นการเย็นจนปวดจี๊ดขึ้นสมองได้ แต่ทว่า อาการนี้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อสมองของเรา มันเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วขณะเดียวก็หายไป ความเชื่อที่ว่า ‘น้ำเย็น’ ทำให้ไขมันจับตัวกันเป็นก้อน คงจะเกินไปถ้าหากน้ำเย็นจัดที่เราดื่มเข้าไปทำให้ไขมันจากอาหารที่เรากินนั้นแข็งตัว แล้วไปเกาะกันอยู่ตามผนังลำไส้ เพราะอุณหภูมิของน้ำเย็นเมื่อเข้าสู่ร่างกายไม่ได้มีฤทธานุภาพที่จะทำให้ไขมันจับตัวกันเป็นก้อนได้เหมือนกับความเย็นของตู้เย็น อยากมากๆ ก็เป็นไขเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่ออุณหภูมิของน้ำเย็นเจอกับอุณหภูมิของร่ากายที่อุ่น น้ำนั้นก็จะปลี่ยนเป็นอุณหภูมิปกติ จากนั้นร่างกายเราก็จะระบายไขมันที่สะสมออกมาเป็นน้ำอยู่ดี ความเชื่อที่ว่า ‘น้ำเย็น’ ทำให้ไขมันไปเกาะติดอยู่ที่ผนังลำไส้ มีความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เรากินเข้าไป เมื่อถึงระบบการย่อยก็อาจมีบางสิ่งไปตกค้างและเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ แต่นั่นไม่ใช่เพราะการดื่มน้ำที่เย็นจัดอย่างแน่นอน และถึงแม้จะมีไขมันเกาะติดอยู่ที่ผนังลำไส้จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่เกาะติดไปตลอด เพราะโดยปกติแล้วลำไส้ของเราจะมีการผลัดเซลล์ทุกๆ 3 – 7 วัน ต่อมีให้สารใดมาตกค้างก็ต้องหลุดลอกออกมาอยู่ดี แนะนำว่าถ้าอยากเคลียร์ลำไส้ก็ให้ดีท็อกซ์ด้วยการกินผักผลไม้ที่มีกากใยอาหาร จะได้กวาดเอาสิ่งที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกไป อีกทั้ง ในทางการแพทย์ก็ยังไม่เคยมีระบุว่าพบไขมันเกาะตามผนังลำไส้ในทางเดินอาหารมาก่อน ความเชื่อที่ว่า ‘น้ำเย็น’ ทำให้ร่างกายไม…

Continue Reading

วาไรตี้

เหตุผลที่ต้องรู้ !! ว่าทำไมถึงต้องหยุด ‘ซิทอัพ’

การ ‘ซิทอัพ‘ นับว่าเป็นวิธีการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ เพราะเป็นวิธีที่ทำแล้วเห็นผลได้อย่างรวดเร็วมากที่สุด อีกทั้ง ใครที่กำลังอยากจะสร้างซิกแพ็คก็มักที่จะเลือกใช้วิธีนี้เป็นตัวเลือกต้นๆ เช่นกัน แต่ใครจะรู้ว่าวิธีการบริหารหน้าท้องที่เห็นผลมากที่สุดเนี่ยแหละจะส่งผลเสียกับร่างกายของเรามากที่สุด จนต้องมีผู้ออกโรงมาเตือนให้หนุ่มสาวหลีกเลี่ยงที่จะออกกำลังกายด้วยท่าซิทอัพ จะมีเหตุผลเรื่องอะไรบ้างนั้น ลองตามไปดูกัน 1. การซิทอัพนั้นเป็นการกระชับผิดสัดส่วน  จริงๆ แล้วก็ซิทอัพก็เพื่อหวังที่จะบริหารกล้ามเนื้อช่วงท้องให้มากที่สุุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การซิทอัพนั้นกลับใช้กล้ามเนื้อส่วนหลังช่วงล่างมากที่สุด โดยเฉพาะท่าที่ต้องงอเข่า หากปฏิบัติไม่ถูกวิธีแล้วละก็ อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นได้ 2. การซิทอัพอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ไขมันลดลง ขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกายแล้ว ก็จำเป็นต้องให้ร่างกายได้รับการบริหารครบทุกส่วน อย่ามัวแต่ซิทอัพเพียงอย่างเดียว ควรจะออกกำลังกายประเภทอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย อาทิ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง ไม่เช่นนั้น หน้าท้องและรูปร่างที่เราตั้งใจจะให้เป็นอาจไม่เห็นผลในเร็ววันอย่างแน่นอน 3. การซิทอัพ ทำให้เห็นผลได้เฉพาะส่วน จะออกกำลังกายทั้งที จะมาพยายามให้หน้าท้องแบนราบ มีซิกแพคอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ เชื่อว่าใครหลายๆ คนต้องอยากที่จะมีรูปร่างที่สมส่วน ดูดีด้วย เพราะการซิทอัพทจะทำให้เห็นผลแค่ช่วงกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง ส่วนช่วงอื่นๆ ก็ต้องออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ที่แนะนำเลยต้องเป็นท่าแพลงค์ ที่จะทำให้กล้ามเนื้อหลายส่วนหลายมัดทำงานร่วมกันได้อย่างดีและเห็นผลได้ดีกว่า นอกจากนี้ ก็ยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อบริเวณไปด้วยในคราวเดียวกัน 4. เลือกซิทอัพนับว่าทำร้ายกระดูก แค่การท่าซิทอัพท่าเดียว จะต้องใช้การทำงานร่วมกันหลายส่วนของร่างกาย ทั้งกระดูก บริเวณช่วงคอ และส่วนของบั้นเอว เมื่อทำไปสักพัก คุณจะรู้สึกว่านั่นอาจเป็นการทำร้ายกระดูกส่วนหลัง กระดูกช่วงคอ และส่วนของเอวที่ถูกดึงรั้ง เมื่อทำแล้วจะเกิดเกร็งฝืนธรรมชาติ ทั้งยังอาจส่งผลต่ออวัยวะส่วนต่างๆ ในระยะยาวได้ 5. ถึงซิทอัพ แต่ยังกินจุกจิก ยังไงก็ไม่เห็นผล ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกายเท่านั้น แต่เรื่องของการควบคุมอาหารก็สำคัญเช่นกัน กล้ามเนื้อส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างข…

Continue Reading